2011-11-16

เชอรี่เจม @ กรุงเทพธุรกิจ

“เชอรี่เจม”ของ แต่งบ้านมีดีไซน์ ไอเดียธุรกิจคนชอบสะสมและหลงรัก“ผ้า"แบรนด์น้องใหม่ที่พร้อมจุดประกายคนชอบ งานอดิเรก ให้ลุกมาปลุกปั้นธุรกิจในฝัน





บีนแบ็กแนวๆ หมอนแต่งบ้านดีไซน์เก๋ กับกระเป๋าอูคูเลเล่ที่ทำจากผ้าลายสวย ดึงดูดใจคนชอบงานดีไซน์ให้แวะเยือนบูธ “เชอรี่เจม” (cherijame) แบรนด์น้องใหม่แกะกล่อง ในงาน SME Thailand Expo 2011 อย่างไม่ขาดสาย

นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังอาศัยหน้าเว็บไซต์แนะนำตัวเองสู่ตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว (www.cherijame.blogspot.com และ www.etsy.com )
เจ้าของร้านมือใหม่ เชอรี่-วิภานี กาญจนาภิญโญกุล และเจม-ชัยบวร ศรีลูกหว้า คู่รักที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือและงานโฆษณา ปลีกตัวจากหน้าร้านวุ่นๆ มาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา




ใครที่เป็นคนบ้าสะสมของเข้าขั้น อาจได้ไอเดียปลุกปั้นธุรกิจใหม่ เชอรี่บอกเราว่า เธอหลงใหลผ้าเอามากๆ เรียกว่าทุกครั้งที่ได้เดินทางไปต่างจังหวัดหรือมีงาน OTOP ให้ชอปปิง สิ่งที่ต้องติดมือกลับมาด้วยตลอด คือบรรดาผ้าสวยๆ ลวดลายน่ารักน่าชัง สะสมจนกินพื้นที่ในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ

พอแต่งงานแยกครอบครัว เริ่มมีพื้นที่เป็นส่วนตัวขึ้น เวลาว่างจากงานประจำ จึงหมดไปกับการรื้อผ้าที่สะสมมาเย็บเป็นผ้าห่ม และของแต่งบ้าน แม้จะไม่เคยทำมาก่อน แต่อาศัยเปิดหนังสือ หาไอเดียเอาจากเว็บไซต์

สุดท้ายงานอดิเรก ชิลชิล  ก็กลายมาเป็นของแต่งบ้านสุดแนวไม่เหมือนใครได้
สิ่งที่คืนกลับมา ไม่ใช่แค่ของทำเอง ใช้เอง แต่คือไอเดียหารายได้เสริมจากผลงานเหล่านี้ เธอเริ่มจากทำ “ผ้ากันเปื้อน” ขาย ด้วยคิดอย่างคนมองโลกในแง่ดีว่า บ้านเรายังไม่ค่อยมีผ้ากันเปื้อนน่ารักๆ คุณภาพดีๆ ถ้าทำออกมาคงขายได้แน่ ..แต่ดูตลาดจะไม่เข้าข้างความคิดแบบนี้



“ตอนนั้นคิดว่าขายได้แน่ เพราะแบบเราน่ารัก ใช้ผ้าคุณภาพ และราคาก็ไม่แพง แต่พอลองไปฝากขายร้านเพื่อนดู ปรากฏขายไม่ดีเลย ทั้งที่คิดว่าผ้ากันเปื้อนน่าจะขายง่ายสุดแล้ว แต่คนไทยกลับเฉยๆ กับของพวกนี้ ไม่เหมือนฝรั่งที่จะชอบผ้ากันเปื้อนกิ๊บเก๋ ชอบงานแฮนด์เมด พอไม่โดน เลยต้องถอยไปตั้งหลักก่อน”

เฟดตัวจากผ้ากันเปื้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเฟดตัวออกจากงานนี้ เธอเริ่มหาของเล่นใหม่ ลองมาทำหมอนดูบ้าง หมอนใบเล็กๆ เย็บเองกับมือ ฝากขายในร้านเดิม แต่ผลที่ได้ไม่ชีช้ำเหมือนเดิมอีกแล้ว

“ตอนนั้นทำไปประมาณ 20-30 ใบ ปรากฏขายหมดเลย ผ้ากันเปื้อนขายยาก แต่หมอนกลับขายเร็วมาก คนขายบอกว่าลูกค้าจะเป็นบรรดาคุณแม่ที่ซื้อไปให้ลูกๆ ใช้ เพราะหมอนใบเล็ก และแบบก็น่ารัก จึงเริ่มจากทำหมอนมาตั้งแต่นั้น”



แต่อย่าคิดว่าเส้นทางผู้ประกอบการจะมีแต่ความราบรื่น เธอว่า หมอนที่เคยขายดีในช่วงแรก แต่พอเริ่มทำจริงจัง กลับขายยากขายเย็น แม้จะพยายามกระจายหน้าร้านให้มากขึ้น แต่ก็ยังขายยากเหมือนเดิม ทางเดียวที่ทำได้ คือ ต้องหา “ของใหม่” มาสนองตลาด

ไอเดียธุรกิจหลายครั้งก็เกิดได้จากคนใกล้ตัว เธอบอกว่า สามีไปเดินงาน Big&Bih แล้วเกิดอยากได้บีนแบ็กมาใช้ แต่ราคาสุดแสนแพง  และยังไม่ใช่แบบที่อยากได้ จึงมาขอให้เธอทำให้ โดยโยนหนังสือออกแบบบีนแบ็กให้เป็นผู้ช่วย 1 เล่ม

เธอเริ่มจากลองถอดแบบ และทำออกมาดู สิ่งที่ได้คือ “บีนแบ็ก” เบาะนั่งเท่ๆ แต่ไม่ได้สวยมากนัก เธอยอมรับว่าทำเอง ตัดเย็บเอง ฝีมือคงไม่ประณีตเหมือนช่างทำ เรื่องบางเรื่องก็ห่างไกลความสามารถ เธอจึงเริ่มคิดจ้างช่างฝีมือตัดเย็บให้ โดยเฟดตัวเองมาเป็นคนออกแบบและเอาเวลาไปตระเวนหาผ้าสวยๆ แทน

แล้วบีนแบ็กสุดเก๋ ที่ฝีมือตัดเย็บประณีต ก็คลอดสู่ตลาด ด้วยสโลแกนที่คนทำภูมิใจนำเสนอ “บีนแบ็กมีดีไซน์ที่ถูกที่สุดในโลก” เพราะขายในราคา 2,200 บาท จากท้องตลาดที่ขายกันอยู่ 4,000-5,000 อัพ

เบาะนั่งสุดแนวจะขายในร้านกิ๊ฟท์ชอปก็ไม่น่าจะใช่ทาง ด้วยความที่ชื่นชอบเว็บไซต์งานแฮนด์เมด “Etsy” (www.etsy.com) เป็นทุนเดิม พวกเธอจึงใช้ช่องทางออนไลน์เปิดตัวเองสู่ตลาดสากล เชอรี่บอกว่า บีนแบ็ก ในเว็บไซต์นี้ค่อนข้างขายดี ต่างชาติให้ความสนใจ เพราะเป็นงานแฮนด์เมด มีดีไซน์ ที่ราคาไม่สูงมากนัก

เว็บไซต์ดูจะเป็นช่องทางที่ง่าย และประหยัดกระเป๋า สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่หัดขาย พอคิดขยายมาหาลูกค้าคนไทยดูบ้าง เธอจึงเลือกวิธีสุดคลาสสิกอย่างการเขียนบล็อก (www.cherijame.blogspot.com) เป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้า บ่มเพาะคนรัก “เชอรี่เจม” ให้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

เวลาเดียวกันก็คิดวิธีที่จะให้ผลิตภัณฑ์ของเชอรี่เจมถูกเสิร์ชเจอง่าย ขึ้นในช่องทางออนไลน์ ได้เวลาลุกมาทำอะไรที่คนยุคใหม่เขาฮิตกันแล้ว

“ช่วงหลังวัยรุ่นฮิตอูคูเลเล่กันมาก ที่บ้านก็ยังมีเศษผ้าเหลืออยู่ เลยลองมาทำกระเป๋าใส่อูคูเลเล่ดู ตอนนั้นคิดง่ายๆ ว่าเวลาวัยรุ่นจะหาข้อมูลอูคูเลเล่ในเน็ต ก็น่าจะเสิร์ชเจอบล็อกเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ถ้าเสิร์ชรูปกระเป๋าอูคูเลเล่ก็จะเจอเราในหน้าแรก”

การคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้ลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับผลิตภัณฑ์น่ารักๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ขยายไปสู่งานจากผ้าหลายๆ  แบบ หลักๆ ก็ ผ้าแคนวาส ผ้ายีนส์ คอตตอน ผ้าลูกฟูก ผ้าพื้นเมืองต่างๆ ในราคาขายตั้งแต่หลักร้อยไปจนสูงสุดที่ 3,200 บาท

วิธีคิดน่าสนใจในการทำธุรกิจแบบเชอรี่เจม คือ ไม่เอาเปรียบผู้ซื้อ ไม่เอาเปรียบลูกจ้าง
“สินค้าเราเน้นทำของที่ดูดี มีคุณภาพ ในราคาที่ซื้อได้ ตัดเย็บอย่างดี ละเอียดในทุกขั้นตอนการทำ เพราะนึกถึงตัวเอง ถ้าต้องซื้อก็คงอยากได้ของแบบนี้ แม้สินค้าราคาไม่แพง แต่เราก็มีจุดยืนชัดเจนที่จะจ่ายค่าแรงช่างตัดเย็บให้ดีกว่าตลาด เพราะเชื่อว่า เขาอยู่ได้ เราถึงอยู่ได้”

นี่คือวิธีคิดของคนที่เชื่อในหลัก “Fair Trade” การค้าที่เป็นธรรม และหวังที่จะให้กิจการเล็กๆ ของเธอเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันนี้

เป้าหมายต่อไป พวกเขาตั้งใจที่จะมีเว็บไซต์ “เชอรี่เจม” เป็นของตัวเองเสียที ไม่ต้องไปฝากขายที่เว็บไหน และปลายปีนี้ก็เตรียมขยับขยายไปมีหน้าร้านของตัวเองเป็นครั้งแรก ที่ เอเชียทีค เดอะ รีเวอร์ฟร้อนท์ (ASIATIQUE The Riverfront) แหล่งชอปปิงและท่องเที่ยวน้องใหม่ ย่านเจริญกรุง



ในฐานะคนที่ผ่านชีวิตลูกจ้างมาก่อน เชอรี่ บอกว่า งานผู้ประกอบการสาหัสกว่าการเป็นลูกจ้างมาก เพราะต้องรับผิดชอบมากกว่า ทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด นอนดึก ตื่นเช้า ไม่มีเวลาไปชิลๆ ก่อนเข้างานเหมือนตอนเป็นลูกจ้าง

แต่การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้คนเรายอมทำทุกอย่าง โดยไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่รู้สึกท้อ มุ่งมั่นเต็มที่เพื่อรักษาสิ่งที่สร้างมาด้วยสองมือไว้ให้นานที่สุด

“ไม่ใช่ทุกคนต้องมาเป็นผู้ประกอบการ ถ้ายังไม่พร้อม ไม่แน่ใจก็ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเวิร์ค เราไม่ได้บอกว่าเราดีนะ แต่เราพร้อมที่จะทุ่มเทไปกับมัน ไม่ได้บอกว่าจะซัคเซสหรือดีกว่าคนอื่น เพียงแต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยินดีสู้ไปกับมันให้ถึงที่สุด”

นี่คือเสียงแห่งความมุ่งมั่น ของผู้ประกอบการน้องใหม่ “เชอรี่เจม” ผู้หลงใหลผ้าเป็นชีวิต

Key to success
๐ ทำของดี มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล
๐ ไม่เอาเปรียบผู้ซื้อ เป็นธรรมกับลูกจ้าง
๐ เอาของสะสมมาต่อยอดธุรกิจ
๐ พัฒนาตัวเองหาโอกาสให้ธุรกิจอยู่เสมอ
๐ ทำธุรกิจแบบซื่อๆ แต่จริงใจกับลูกค้า
๐ พร้อมที่จะเรียนรู้และเติบใหญ่ไปกับธุรกิจ


หมายเหตุ : ขอบคุณคุณจีมากๆ สำหรับบทความดีๆ นะคะ อ่านแล้วเขินมากมาย >o< 

No comments:

Post a Comment